#ภก.วิสุทธิ์ สุริยาภิวัฒน์
Our Loss is Our Gain ว่าด้วยการให้ตามหลักกฎหมาย
อันว่าให้นั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ให้ โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น นี่คือบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 521 ในการให้นั้น ผู้ให้จะมีเหตุผลอะไรก็ได้ เป็นความประสงค์ส่วนตัวของผู้ให้ และเป็นเจตนาที่แสดงออกโดยอิสระ ไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ เรียกว่า "เจตนาในการให้" (donative intent) เช่น ให้เพราะเป็นการตอบแทนบุญคุณ เพื่อเป็นการทำบุญ เป็นการเอาหน้า เป็นการมุ่งหวังผลประโยชน์แอบแฝง รวมทั้งการให้แบบสุรุ่ยสุร่ายก็ได้ ส่วนวัตถุประสงค์ที่ให้ก็คือ เป็นการให้ฝ่ายเดียว กล่าวคือ ฝ่ายผู้รับไม่ต้องตอบแทนผู้ให้แต่ประการใด ดังนั้น ถ้าหากให้โดยที่ผู้รับต้องตอบแทนแล้วจะมิใช่สัญญาให้ แต่อาจเป็นสัญญาอย่างอื่นไปแล้วแต่กรณี เช่น ให้เงินเพื่อจ้างเอาแรงงาน หรือให้เงินไปเพื่อซื้อของ เป็นต้น วัตถุประสงค์ของการให้คือ การให้โดยเสน่หา คำว่า "โดยเสน่หา" หมายความว่า โดยไม่มีค่าตอบแทน (gratuitous) ซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกันคือ ไม่รับของมีค่าอันใดตอบแทน (without receiving any return value)
การกระทำที่ถือว่าเป็นการให้จะสมบูรณ์ต่อเมื่อผู้ให้ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้รับ แต่ถ้าเป็นพวกที่ดิน (อสังหาริมทรัพย์) เรือที่ระวางมากกว่าห้าตัน แพ หรือสัตว์พาหนะ การให้โดยเสน่หาก็ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เมื่อจดทะเบียนแล้ว การให้เป็นอันสมบูรณ์ทันที กล่าวคือ กรรมสิทธิ์โอนจากผู้ให้ไปยังผู้รับทันที แม้ยังไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กันก็ตาม ทั้งนี้เป็นเพราะว่าทรัพย์สินข้างต้นมีหลักฐานทางทะเบียน เมื่อมีการเปลี่ยนมือก็จำต้องเปลี่ยนแปลงข้อมูลในทะเบียนด้วย
เพื่อให้เข้าใจถึงการให้ในทางกฎหมายแพ่ง ขอยกตัวอย่างคำพิพากษาของศาลฎีกาเกี่ยวกับการให้ คือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 480/2539 มูลนิธิจะเป็นนิติบุคคลได้ต่อเมื่อจดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ขณะรับการให้ มูลนิธิยังไม่เป็นนิติบุคคล ย่อมถือว่าผู้ให้สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม นิติกรรมการให้จึงเป็นโมฆะไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสามารถเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการให้นั้นได้ โดยที่ผู้ให้ไม่จำต้องฟ้องร้องขอให้เพิกถอนเสียก่อน อธิบายได้ว่า การให้และการรับต้องเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลเท่านั้น มีแต่บุคคลเท่านั้นที่จะเป็นคู่สัญญาได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล แต่มูลนิธิในคดีนี้ยังไม่มีสภาพบุคคล ณ เวลาที่รับการให้ เมื่อผู้ให้ให้ทรัพย์สินแก่มูลนิธิโดยเข้าใจว่ามูลนิธิเป็นบุคคลแล้ว จึงถือว่า ผู้ให้สำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณี อันเป็นความสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม และเป็นเหตุให้นิติกรรมเป็นโมฆะ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4377/2549 ยกทางพิพาทให้แก่สาธารณะ สมบูรณ์ทันทีที่แสดงเจตนา ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่อีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1586/2538 การให้หรือคำมั่นว่าจะให้ที่ดิน จะต้องได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงบังคับกันได้ บันทึกข้อตกลงระหว่าง ป. กับจำเลย ที่ระบุว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทยินยอมยกที่ดินดังกล่าวส่วนหนึ่งให้โจทก์ แต่มิได้จดทะเบียน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาที่พิพาทโดยอาศัยบันทึกดังกล่าวได้ (ตัวอย่างข้างต้นอ้างอิงจาก http://th.wikibooks.org/wiki/)
จะเห็นว่า “การให้” ตามหลักของกฎหมายนั้น แม้เป็นการให้โดยเสน่หา แต่ก็ยังมีเงื่อนไข มีเจตนา มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญจะต้องมีบุคคลสองฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำของการให้ การให้นั้นจึงจะสมบูรณ์ได้ แม้เป็นเรื่องของการให้โดยเสน่หาก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้วยังคงเกิดคดีพิพาทมากมาย การให้ดังกล่าวข้างต้นนี้จึงเกิด “ทุกข์” ขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้ให้หรือผู้รับก็ตาม การให้ตามหลักกฎหมายแพ่งเป็น “การให้” วิธีหนึ่งที่ต้องเป็นไปตามหลักกฎหมาย แต่ก็ยังมี “การให้” อีกหลาย ๆ ประเภท ที่ “การให้” เป็นการสร้างสุขให้ทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นการสร้างความน่าอภิรมย์ให้แก่สังคม
ทรูมูฟ เอช "การให้ คือการสื่อสารที่ดีที่สุด" TrueMove H : Giving
มีงานโฆษณาชิ้นหนึ่งมีชื่อว่า "การให้ คือการสื่อสารที่ดีที่สุด" เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนเล็ก ๆ เปิดเรื่องด้วยเด็กชายคนหนึ่งถูกเจ้าของร้านขายยาด่าทอและถูกไล่ออกจากร้าน เนื่องจากขโมยยาแก้ปวดเพื่อนำไปรักษาแม่ที่ป่วย แต่ถูกเจ้าของร้านจับได้เสียก่อน ขณะนั้นเองอาเฮียขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาได้เห็นเหตุการณ์เข้าโดยบังเอิญ จึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยการออกค่ายาแทน พร้อมให้เกาเหลาแก่เด็กชายอีก 1 ถุง 30 ปีต่อมา ลูกสาวได้ส่งตัวอาเฮียเข้าโรงพยาบาลกะทันหันเพื่อรับการผ่าตัดสมอง เหตุการณ์นี้ทำให้ลูกสาวอาเฮียประกาศเซ้งร้านก๋วยเตี๋ยวเพื่อนำเงินมาจ่ายค่ารักษา วันที่ลูกสาวได้รับใบแจ้งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากคุณหมอที่ดูแล เธอถึงกับประหลาดใจเมื่อเห็นข้อความที่ว่า “ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 0 บาท เนื่องจากหมอได้รับไว้แล้วเมื่อ 30 ปีก่อน” บทสรุปในตอนท้ายทำให้เรารู้ว่า จากการให้โดยไม่หวังผลของอาเฮียในวันนั้น…วันนี้อาเฮียจึงได้รับผลจากการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนราวกับปาฏิหาริย์
การให้คือการสื่อสารที่ดีที่สุด แม้ไม่มีคำพูดใด พลังของการให้ยังสื่อสารและเชื่อมโยงทุกชีวิตถึงกันได้ พลังของการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนเป็นการให้ที่อิสระอย่างแท้จริง โฆษณาชิ้นนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง สร้างความประทับใจไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้น ขนาดชาวต่างชาติยังเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมเป็นจำนวนมาก เพียง 5 วัน มียอดเข้าชมสูงถึง 3,261,711 ครั้ง (ข้อมูลวันที่ 16 กันยายน 2556) ด้วยเนื้อหากินใจทำเอาผู้คนซาบซึ้ง พร้อมใจกันร่วมแชร์สะพัดผ่านสังคมออนไลน์
การให้ (บริจาค) โลหิต ทั้งผู้ให้และผู้รับได้รับอานิสงส์ดุจเดียวกัน
มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ไว้ใน American Journal of Epidemiology พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่บริจาคโลหิตเป็นประจำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลันน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้บริจาคโลหิตถึงร้อยละ 88 เลยทีเดียว และยังพบว่าการบริจาคโลหิตเป็นการลดปริมาณธาตุเหล็กส่วนเกินในร่างกาย หากธาตุเหล็กในร่างกายมีมากเกินไปจะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระได้ (อนุมูลอิสระที่สะสมเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการชราภาพเร็ว) ดังนั้น การบริจาคโลหิตเป็นการลดอนุมูลอิสระและช่วยชะลอวัยด้วย การบริจาคโลหิตยังช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกทำงานดีขึ้น ทำให้ร่างกายได้ผลิตเม็ดโลหิตใหม่ ซึ่งมีความแข็งแรงและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า สามารถลำเลียงออกซิเจนได้เต็มที่ มีเม็ดโลหิตขาวที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น ขณะที่เกล็ดโลหิตก็จะช่วยซ่อมแซมรอยฉีกขาดในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข” เป็นผู้ให้แล้วหรือยัง?
“เครื่องสำอาง Stem Cell” มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่อ้างว่ามีส่วนผสมของเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) โดยเฉพาะการฉีดเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อหวังผลในเรื่องความงาม ทำให้เกิดผิวใหม่ และช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยต่าง ๆ ได้ ทั้ง ๆ ที่เซลล์ต้นกำเนิดถูกจัดเป็นยาที่นำมาใช้ในทางการแพทย์ด้วยวิธีการปลูกถ่ายโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทาภายนอก เช่น ทา ถู นวด โรย พ่น เหมือนเครื่องสำอางทั่วไป ดังนั้น Stem Cell จึงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในรูปแบบของเครื่องสำอาง การโฆษณาอวดอ้างผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางว่ามีส่วนผสมของ Stem Cell เพื่อหวังผลในด้านความงามเป็นความเสี่ยงต่อการแพ้ และรุนแรงถึงการช็อกและเสียชีวิตได้ (อ้างอิงจาก รมิดา ธนธนวัฒน์ กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค; อย. Report ประจำเดือนกันยายน 2555)
กลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง แม้ในทางการแพทย์พบว่ามีการนำ Glutathione มาทดลองใช้ในการรักษาโรคต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติข้อบ่งใช้จากองค์การอาหารและยา วิธีการรักษามักทำโดยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำหรือเข้าที่กล้ามเนื้อ ผลข้างเคียงอย่างหนึ่ง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉีด Glutathione นั้นมีสีผิวที่ขาวขึ้น เนื่องมาจาก Glutathione สามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ได้ และส่งผลให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากเม็ดสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว ด้วยเหตุนี้เองจึงมีผู้พยายามนำผลข้างเคียง (พิษ) ของยามาใช้ในการทำให้ผิวขาวขึ้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นการนำยามาใช้ในทางที่ผิดอีกรูปแบบหนึ่ง และที่อันตรายมากที่สุดคือ การฉีด Glutathione จะทำให้ตาดำในลูกตามีสีซีดลงจนถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ Glutathione ในรูปยาเม็ดหรือผงละลายน้ำถูกทำลายได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์ ดังนั้น ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทาน Glutathione ในรูปแบบของยารับประทานนั้นแทบจะไม่มีเลย (จาก http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=6)
"Botox” เสริมสวยด้วย "ยาพิษ" !
Botox เป็นสารพิษที่ฉีดลบรอยเหี่ยวย่น (ตีนกา) บนใบหน้า เป็นอุตริวิตถารขนาดนำเอา Toxin หรือ "ชีวพิษ" มาใช้ประโยชน์ ในการทำศัลยกรรมความงาม Botox เป็นชื่อทางการค้าของสารชีวภาพชนิดหนึ่งคือ "โบทูลินัม ท็อกซิน เอ" ซึ่งถ้าใครไปค้นคำว่า "โบทูลินัม" ดู ก็จะพบว่าเป็นชื่อของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งคือ "คลอสทริเดียม โบทูลินัม" ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษแก่มนุษย์ ในเอกสารการวิจัยทางการแพทย์ก็มีระบุว่า ผู้ที่ฉีด Botox บ่อย ๆ มีผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึงอีกอย่างหนึ่ง โดยจะมีใบหน้าที่ "ดูคล้ายหน้ากาก" คือแลดูไม่มีอารมณ์ ความรู้สึกมากขึ้นทุกที คล้ายกับอาการที่พบในผู้ป่วยที่โดนพิษ Botox ตามธรรมชาติ บางรายกล้ามเนื้อใบหน้าถึงขั้นเป็นอัมพาตไปเลย (ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2549; http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=372)
DETOX การ Detox ลำไส้แม้ว่าจะช่วยเรื่องท้องผูก แต่อาจมีผลล้างจุลินทรีย์ชนิดดีทิ้งไปด้วย และไม่มีใครทราบได้ว่าจะทำให้ผลประโยชน์ที่ได้จากการกินผัก ผลไม้ และกากใบลดลงหรือไม่ ในเรื่องของการดื่มน้ำด่างที่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นการลดพิษหรือต้านมะเร็งนั้น ยังไม่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน (เป็นทัศนะของ รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2556) คำว่า Detox ย่อมาจากคำเต็ม ๆ ว่า Detoxification ซึ่งเป็นวิธีการนำเอาสารพิษออกจากร่างกาย หรือที่คนไทยมักเรียกสั้น ๆ ว่า "การล้างพิษ" ในการทำ Detox ถ้าไม่ระมัดระวังอย่างเพียงพอ เราอาจรู้สึกเหนื่อยอ่อน ปวดหัว ไปจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ อันมีผลมาจากร่างกายปรับตัวไม่ทัน เพราะขาดสารอาหารอย่างปัจจุบันทันด่วน นอกจากนั้นถ้า Detox นาน ๆ เราอาจขาดสารอาหารหรือแร่ธาตุบางอย่าง ทำให้ภูมิต้านทานของเราลดลง ดังนั้น การกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะการกินอาหารที่มีกากใยสูง ๆ ก็จะช่วยให้ขับถ่ายได้ดีอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปกินอาหารที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า Detox หรือไปล้างพิษด้วยการสวนลำไส้ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้กำจัดพิษอะไรออกมา
ทั้งเรื่องของ Stem Cell, Glutathione, Botox และ Detoxification เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนในวงการสาธารณสุขที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขจำนวนหนึ่งรวมทั้งการขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในร้านขายยาด้วย ได้ “ให้บริการ” แก่ประชาชน และประชาชนในฐานะผู้บริโภคก็ยอม “รับ” การให้บริการนั้น ๆ ทั้งนี้ผู้ให้มีเจตนาหวังผลประโยชน์เชิงพาณิชย์จากการประกอบวิชาชีพ ฝ่ายผู้รับก็คาดหวังในสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ หรืออาจโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์จากการโฆษณาชวนเชื่อ จึงเห็นได้ชัดว่า การให้บริการเหล่านี้มิใช่การให้โดยเสน่หา แต่เป็นการให้โดยอาศัยสัญญาจ้างบริการ หรือสัญญาซื้อขาย จึงยังคงอาศัยมิติของกฎหมายในการบังคับคู่กรณี จึงไม่น่าแปลกใจที่หากคู่สัญญาฝ่ายใดรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ จะเยียวยาความเสียหายของตนด้วยการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือแม้กระทั่งฟ้องร้องเป็นคดีอาญาฐานกระทำประมาทให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และจิตใจ และนี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้เกิดพรมแดนแห่งความไม่ไว้วางใจระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขและประชาชนผู้บริโภคดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
มาร่วมใจกัน “ให้” สาธารณกุศลแก่ผู้บริโภคกันเถิด
ในยุคเปลี่ยนผ่านของสังคมจากเกษตรกรรมมาเป็นยุคอุตสาหกรรม และก้าวสู่ยุคของเทคโนโลยีอย่างในปัจจุบัน ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราเข้าสู่ระบบ “เชิงพาณิชย์” กันหมด (กล่าวกันว่า ประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรกที่นำระบบ “เชิงอุตสาหกรรม” มาใช้ ทำให้เกิดการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยที่สุด ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่นำระบบ “เชิงพาณิชย์” มาใช้ ทำให้จริยธรรมของมนุษย์ถูกบั่นทอนไปอย่างมาก รวมทั้งด้านการศึกษาและด้านการสาธารณสุขด้วย) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชีวิตมนุษย์อยู่ห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้น ชีวิตประจำวันด้านการกิน การนอน และจิตใจถูกจำกัดและบั่นทอนด้วยภารกิจประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้มนุษย์เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยอันเนื่องมาจากชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองที่ขาดสมดุลจากธรรมชาติ เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย (ไม่ใช่โรค) มากมาย อาทิเช่น เกิดอาการภูมิแพ้ ปวดไมเกรน น้ำหนักเพิ่ม เกิดความผิดปกติของทางเดินอาหาร ปัญหาการขับถ่าย อาการของกรดไหลย้อน (เรอเปรี้ยว) อาการของการนอนไม่หลับ เหล่านี้เป็นต้น การเจ็บป่วยต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ควรเรียกว่าเป็นโรค เพราะสาเหตุของมันมาจากการปฏิบัติด้านพฤติกรรมสุขภาพหรือ Lifestyle ที่ไม่เหมาะสม หากประสงค์จะแก้ไขการเจ็บป่วยเหล่านี้ควรปรับเปลี่ยน Lifestyle เสียใหม่ ทุกอย่างก็จะกลับเป็นปกติได้ เกี่ยวกับงานด้านนี้ บุคลากรด้านสาธารณสุขทุกสาขาเป็นผู้มีความรู้ด้านนี้มากที่สุด เป็นผู้ที่สามารถ “ให้” คำแนะนำการปรับเปลี่ยน Lifestyle ได้ โดยไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลรับการรักษา ไม่ต้องพึ่งพาการกินยาเพื่อรักษาอาการป่วย เกี่ยวกับเรื่องนี้พวกเราสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “หัวใจใหม่ ชีวิตใหม่” ของ นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวย ที่บังเอิญหันมาสนใจเรื่อง "สุขภาพองค์รวม" ได้ทดลองตั้งสมมติฐานไว้ว่า "สุขภาพที่ดี" น่าจะเกิดขึ้นได้เองจาก "มุมมอง" ที่ถูกต้องและเป็น "องค์รวม" ของบุคคลนั้น ๆ สิ่งนี้เอง น่าจะหมายความรวมถึงสุขภาพที่ดีของคนเรานั้นไม่ควรฝากไว้กับ “ยา” และ “สถานพยาบาล” นอกจากนี้แล้วยังมีหนังสือ "How You Can Conquer 90% Of All Illnesses Without Seeing A Doctor” โดย Dr.Vernon Coleman โดยท่านเขียนไว้ว่า การใช้ Bodypower จะช่วยให้ร่างกายของเราต่อสู้กับการเจ็บป่วยได้ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ลดการพึ่งพาบริการจากแพทย์ สถานพยาบาล และการใช้ยาได้ การให้คำแนะนำและวิธีปฏิบัติให้ถูกต้องตามพฤติกรรมสุขภาพถือเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดหน้าที่หนึ่งของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข ส่วนการกินยาและการเข้ารับการรักษาจากสถานพยาบาลน่าจะเป็นทางเลือกรองหรือทางเลือกสุดท้ายมากกว่า เพราะว่าข้อมูลที่สนับสนุนให้ปรึกษาแพทย์หรือให้ใช้ยารักษาอาการป่วยที่สื่อถึงผู้บริโภคมักได้มาจากนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ที่มีอิทธิพลจากบริษัทยาเพื่อหวังผลการพาณิชย์ด้านยา ดังคำกล่าวของ Dr.Coleman ที่ว่า Much of the medical information in magazines or newspapers has been reprinted directly from press releases produced by drug companies, or written by journalists who know far less about health care than you do.
มีข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่งที่เภสัชกรร้านยาแห่งหนึ่งพยายามแนะนำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการให้บริโภคยาให้น้อยที่สุด โดยวิธีการแนะนำการปฏิบัติตนในเรื่องอาหารการกิน การนอนหลับพักผ่อน การบริหารร่างกายแบบง่าย (เห็นผลดีและปลอดภัยด้วย) ด้วยวิธีการทำ Stretching ตามรูปแบบของกายภาพบำบัด และการทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใสเสมอ เพื่อน ๆ ที่ทราบเรื่องมักจะทักท้วงว่าถ้าการดำเนินกิจการร้านยาในลักษณะนี้มีสิทธิที่จะเจ๊งเร็วขึ้น แต่เภสัชกรท่านนั้นกลับตอบอย่างมั่นใจว่า นี่คือวิธีการประกอบวิชาชีพที่ถูกต้องของเขา จำนวนลูกค้าเขาไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มมากขึ้น และมาขอคำปรึกษาขอคำแนะนำมากขึ้น มีศรัทธาต่อตัวเขาและต่อร้านของเขามากขึ้น ที่แปลกก็คือ “ยา” ซึ่งเป็นสินค้าในร้านของเขาก็ยังคงขายได้ตามปกติ ทั้งนี้เภสัชกรท่านนี้ให้เหตุผลที่ชวนคิดว่า แม้ว่าจะมีการรณรงค์การเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ถึงขั้นมีโฆษณาว่า “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” อีกทั้งทุกคนก็รู้ว่าเหล้าและบุหรี่เป็นของไม่ดี มีคำเตือน มีกฎหมายห้ามอยู่ตลอดเวลา แต่จำนวนคนกินเหล้า-สูบบุหรี่หาได้ลดลงไม่ กรณีก็เป็นดุจเดียวกับยา ทุกคนตะหนักว่ายาทุกตัวมีอาการข้างเคียง (พิษ) วิธีการป้องกันและรักษาให้ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยคือ็ ต้องกินอาหารให้ถูกต้อง พักผ่อนหลับนอนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำใจให้เบิกบาน แต่ด้วยสภาวะกดดันของสังคมเมืองในปัจจุบัน คนที่ปฏิบัติตนเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของตนจึงมีน้อยมาก เภสัชกรท่านนี้กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ตนเองจะไม่สามารถโน้มน้าวให้ลูกค้าทุกคนให้เปลี่ยนแปลง Lifestyle เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีได้ แต่อย่างน้อยก็มีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่เชื่อมั่นและปฏิบัติตนได้ และนั่นก็คือการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปฏิบัติวิชาชีพเภสัชกรรมที่แท้จริง
"ยิ่งให้ไป ยิ่งจะได้มา"
กฎหมายเป็นเพียงกฎกติกาของสังคม กฎหมายจึงเต็มไปด้วยข้อห้ามมากมาย แต่จะอาศัยกฎหมายเพียงอย่างเดียวในการที่สร้างคนดี สร้างสุขภาพที่ดี สร้างสังคมที่ดีคงเป็นไปไม่ได้ “คน” ในสังคมต่างหากที่จะเป็นผู้สร้างสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมา ถ้าจะเปรียบกฎหมายที่ดีเป็นกล้องถ่ายรูปที่ดี ลำพังกล้องถ่ายรูปที่ดีแสนดีก็คงไม่สามารถถ่ายภาพที่ดีได้ คนที่สร้างสรรค์ภาพถ่ายที่ดีได้นั้นคือช่างภาพ ฉันใดก็ฉันนั้น คนที่จะทำให้สังคมมีสุขภาพดีถ้วนหน้าก็คือผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขทั้งหลาย พวกเราจึงไม่ควรให้กฎหมายเป็นข้อจำกัดในการประกอบวิชาชีพที่ดีของพวกเรา และต้องกล้าคิดกล้าทำนอกกรอบในการดูแลสุขภาพของประชาชน อย่าอยู่ภายใต้กรอบของ Minimum Standard ที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพเท่านั้น วิชาชีพด้านสาธารณสุขเป็นการประกอบวิชาชีพศิลปะ จึงมิควรอย่างยิ่งที่จะถูกครอบคลุมโดยอิทธิพลของ “เชิงพาณิชย์” ของกลุ่มนายทุนสถานพยาบาล หรือกลุ่มนายทุนของเครือข่ายร้านยาลูกโซ่ หรือกลุ่มทุนจากบริษัทยาข้ามชาติและในชาติทั้งหลาย
ดังกล่าวไว้ในข้างต้น ในทางกฎหมาย การให้และการรับต้องเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคล และมีแต่บุคคลเท่านั้นที่จะเป็นคู่สัญญาได้ แต่การให้ของวิชาชีพด้านสาธารณสุขเราอยู่นอกกรอบของกฎหมาย กล่าวคือ พวกเราสามารถให้เป็น “วิทยาทาน” หรือ ให้เป็น “สาธารณทาน” ได้ เป็นการให้ที่มอบให้สังคม มอบให้มวลมนุษยชาติ การให้ในลักษณะนี้จึงยิ่งใหญ่กว่าการให้เชิงนิติศาสตร์อย่างแน่นอน
แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวคิดอันแสนประเสริฐแก่ปวงชนชาวไทยไว้ว่า “Our loss is our gain” แปลว่า ขาดทุนคือกำไร ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดที่สำคัญที่สุด